ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ : ทางเลือกของผู้บริโภค / ทางรอดของเกษตรกร

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

               ในปัจจุบัน  ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าเทรนด์เรื่องสุขภาพมาแรงแซงทุกโค้ง จะเห็นได้จากคนหันมาออกกำลังกายมากขึ้น  มีกีฬาเกิดใหม่ที่เป็นเทรนด์ฮิตไปทั่ว นั่นก็คือกีฬา เซิร์ฟ สเก็ต หรือจะเรื่องอาหารการกินที่คนยุคใหม่เลือกกินสิ่งที่มีประโยชน์มากขึ้นจนทำให้ร้านขายสลัดผักที่ชื่อ โจนส์สลัด โด่งดัง

               พอเขียนถึงสลัดก็อยากเขียนถึงเรื่องอาหารพวกพืชผักที่เรากินเข้าไปทุกวันต่อ หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินและเข้าใจคำว่า “เกษตรอินทรีย์” กันอยู่แล้ว แต่ก็จะขออธิบายย่อ ๆ ว่า คือการทำการเกษตรด้วยวิธีทางธรรมชาติ ไม่มีสารพิษ ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์  ไม่มีปนเปื้อนของสารเคมีทั้งทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศ

               จากข้อความด้านบนถ้าจะลงมือทำจริง ๆ  ก็น่าจะแทบทุกอย่างที่สามารถทำเกษตรอินทรีย์ได้  แต่ที่สำคัญคือผลผลิตทางการเกษตรอะไรบ้างที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในการทำเกษตรอินทรีย์  ถ้าให้ตอบแบบเร็ว ๆ ก็ต้องเป็นอะไรที่เรากินได้ทุกวัน ให้ดีกว่านั้นก็ต้องกินได้ทุกมื้อ  ดังนั้นมันจะเป็นอะไรไปได้อีกนอกจาก “ข้าว”

               จากการไปรวบรวมข้อมูลมาก็ดูน่าจะจริง เพราะล่าสุดทาง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ก็มีการศึกษาและพบว่าข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับเกษตรกร ดูจากข้อมูลปีเพาะปลูก 2563 ของเกษตรกรที่เพาะปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคมและเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงเดือนตุลาคม 2563 พบว่า

               เกษตรกรที่ปลูกข้าวอินทรีย์พันธุ์หอมมะลิ มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,344.29 บาท/ไร่ มีระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 120 – 150 วัน ให้ผลผลิต 510.22 กิโลกรัม/ไร่ ได้ผลตอบแทน 5,612.41 บาท/ไร่ เท่ากับได้ กำไร2,268.12 บาท/ไร่

               ในขณะที่ข้าวทั่วไปที่ใช้สารเคมี มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 4,175.31 บาท/ไร่ มีระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 120 – 150 วัน ให้ผลผลิต 657.05 กิโลกรัม/ไร่ ได้ผลตอบแทน 5,144.75 บาท/ไร่ เท่ากับได้กำไร 969.44 บาท/ไร่

               เห็นชัดๆ เลยว่าข้าวหอมมะลิอินทรีย์มีต้นทุนต่ำกว่าข้าวทั่วไป 20% แต่กลับได้กำไรสูงกว่า 3 เท่า เนื่องจากไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมี  แต่ยังไรก็ตาม ถ้ามองให้รอบด้าน  โลกความเป็นจริงก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น  เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ ถ้าจะเริ่มทำก็เหมือนเริ่มใหม่ ไล่ไปตั้งแต่ปรับปรุงดิน วางแผนการป้องกันโรคและแมลงโดยไม่ใช้ยา อีกทั้งยังต้องรักษามาตรฐานการผลิตให้ได้ตามมาตรฐานการรับรอง แต่นั่นแหละครับ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร สิ่งที่ยากที่สุดก็คือตอนเริ่มเสมอ แต่หากผ่านพ้นมาได้ ผลตอบแทนจะได้กลับมาแบบคุ้มค่าแน่นอน

               สุดท้ายสำหรับผู้ที่อยากจะลองทำเกษตรอินทรีย์ เรื่องของปุ๋ย ถ้ามองหาตัวช่วยอยู่ก็สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ ไบโอนิคได้ซึ่งมีให้เลือกใช้หลายตัว เช่น ไบโอนิค-1 ช่วยเร่งการทำปุ๋ยหมัก ไบโอนิค-2 ช่วยเร่งการทำปุ๋ยอินทรย์  ไบโอนิค-3 ช่วยควบคุม รักษาโรครากเน่า  ส่วนเรื่องแมลงศัตรูพืช ก็สามารถใช้ ไบโอนิค บีที สำหรับกำจัดหนอน ไบโอนิค เมตต้า สำหรับกำจัดแมลง และ ไบโอนิค บีว่า สำหรับกำจัดเพลี้ยได้